ภูมิปัญญาท้องถิ่น เสื้อเย็บมือบ้านกกไฮ
1.ผลิตภัณฑ์
1.1ประวัติความเป็นมา
การทำเสื้อเย็บมือบ้านกกไฮ ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหารสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษของชนเผ่าผู้ไทยที่มีวิถีชีวิตของการดำรงชีพโดยการแบ่งงานกันทำของชาวผู้ไทยที่ผู้หญิงจะต้องมีความรู้เรืองการบ้านการเรือนและเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนฝึกการเรียนรู้ด้านอาชีพที่จะต้องเตรียมตัวเป็นแม่บ้านงานด้านแม่บ้านแม่เรือนจำเป็นต้องฝึกก่อนที่จะออกเรือนหรือมีครอบครัวโดยเฉพาะงานบ้านงานเรือนการดูแลเรือนชาน การหาเครื่องนุ่งห่มจำเป็นต้องเรียนรู้กระบวนการตั้งแต่ต้นจนสามรถนำผ้ามาใช้สอยได้ ประกอบกับประเพณีชนเผ่าผู้ไทยเวลาแต่งงานฝ่ายหญิงจะต้องหาเครื่องสมมา(เป็นศัพท์เฉพาะของชนเผ่า)โดยเครื่องสมมาจะแบ่งตามชนชั้นญาติ หากเป็นพ่อ แม่ ทั้งฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย จะมีผ้าห่ม ผ้าไหม หมอน ฟูก เสื้อ กางเกง หรือเพื่อนฝูงฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะเป็นหมอน ผ้าขาวม้า หรือถ้าญาติที่ห่างไกลก็จะมีดอกไม้ เทียนคู่ ดังนั้นหากเป็นหญิงสาวของเผ่าผู้ไทยจะต้องเรียนรู้ด้านการทอผ้าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน เช่นทำผ้าห่ม หมอน มุ้ง เสื้อ กางเกงหากใครที่ทอผ้าไม่เป็นหญิงสาวคนนั้นคุณค่าของตนเองก็จะลดลงฝ่ายชายก็ไม่ต้องการที่จะนำมาเป็นคู่ครองหากใครที่สามารถทอผ้าได้และทอผ้าสวยงามก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าของตนเองดังนั้นการทอผ้าจึงมีการสืบทอดต่อๆมาประกอบกับสมัยก่อนยังไม่มีโรงงานทอผ้าหญิงสาวจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการทอผ้าในสมัยก่อนตามชนบทของชาวผู้ไทยไม่มีเครื่องมือที่ทันสมัยที่จะอำนวยความสะดวกในการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยความพากเพียรพยายามของบรรพบุรุษที่ต้องอาศัยความอดทนให้ได้ในสิ่งที่เขาต้องการเพื่อห่อหุ้มปกปิดร่างกายดังนั้นจึงอาศัยฝีมือที่มีอยู่และประสบการณ์ตามวิถีชีวิตที่เป็นธรรมชาติมาใช้ในการถักร้อยเย็บให้สวยงามด้วยลวดลายต่างๆ ดังที่ได้พบเห็น และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นการเย็บด้วยลายเกี้ยว (ลายเถาวัลย์พันต้นไม้) ลายเขี้ยวตั๊กแตน ลายโซ่ ลายด้นลายผักกูด ลายผักแว่น และลายก้างปลา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นวิถีชีวิตทั้งนั้นจนเป็นตัวเสื้อขึ้นมา ซึ่งชาวผู้ไทยกกไฮได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงได้สืบสานให้คงอยู่ตลอดไปและยังเป็นงานอาชีพเสริมรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนต่อไปในอนาคตอีกด้วย
|
1.2เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์ |
1.เป็นผ้าฝ้ายทอมือ ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลูกจนถึงการเย็บเป็นเสื้อมาจากแรงงานของชุมชน
2.เป็นงานหัตถกรรมที่เย็บด้วยมือทั้งตัว ด้วยลวดลายหลากหลายที่เลียนแบบธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านโดยแท้จริง
ฝ้ายมาจากการปลูกชุมชน การทอผ้าของชุมชน
การเย็บเสื้อด้วยมือ
1. 3.มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับ
1. ผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4 ดาวปี 2549 2. รับรองการแจ้งข้อมูลกระทรวงพาณิชย์
3.ผลิตภัณฑ์ OTOPระดับ 4 ดาว
ปี พ.ศ 2552 4. มาตรฐาน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)
5.ผลิตภัณฑ์ OTOPระดับ 5 ดาว ปี 2553
3.1ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ปี 2553
3.2ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว ปี พ.ศ 2552
3.3ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว ปี พ.ศ 2549
3.4 มาตรฐาน มผช. ปี 2550
3.5ได้รับประกาศเกียรติคุณกลุ่มอาชีพดีเด่น จังหวัดมุกดาหาร ปี 2459
1.4.ความสัมพันธ์กับชุมชน
ชุมชนเป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบและแรงงาน เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการปลูกฝ้าย เก็บฝ้าย เข็นฝ้าย ทอฝ้าย สู่กระบวนการทอผ้า ตัดเย็บ มาจากชุมชนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และแบ่งงานกันทำดังรายละเอียดต่อไปนี้
|
การปลูกฝ้าย
ฝ้าย เป็นพืชเศรษฐกิจเจริญเติบโตในบริเวณที่มีอากาศร้อน ลักษณะดินเป็นดินเหนียวปนทราย อากาศโปร่ง ไม่ชอบที่ร่มเงาบัง เส้นใยของฝ้ายดูดความชื้นได้ง่าย เหมาะสำหรับการเป็นเครื่องนุ่งห่มในเมืองร้อน เพราะฝ้ายดูดความชื้นแล้ว ความชื้นจะระเหยกลายเป็นไอ ผู้ที่สวมใส่เสื้อผ้าด้วยผ้าฝ้ายจะรู้สึกเย็นสบาย ฝ้ายจะปลูกในเดือนพฤษภาคมต่อกับเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคมต่อเดือนสิงหาคม แล้วแต่ภูมิภาคที่ปลูก ซึ่งเป็นฤดูฝนเป็นช่วงที่ฝ้ายได้รับฝนดี ครั้นประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมฝ้ายจะแก่และแตกปุย การปลูกฝ้ายชาวบ้านจะปลูกไปพร้อมๆ กับการปลูกข้าวระยะเวลาที่ใช้ในการปลูกฝ้ายจนกระทั่งสามารถเก็บปุยได้ใช้เวลาประมาณ 6 - 7 เดือน ชาวบ้านทุกครัวเรือนสามารถปลูกฝ้ายได้แล้วนำเส้นใยของฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า สำหรับเป็นเครื่องนุ่งห่มและใช้ในชีวิตประจำวัน แหล่งปลูกฝ้าย ในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี ปราจีนบุรี สุโขทัย เพชรบุรี นครราชสีมา และกาญจนบุรี ผลผลิตของฝ้ายที่นำมาใช้ประโยชน์ได้แก่ ดอกฝ้าย เปลือก เมล็ดฝ้าย และเนื้อเมล็ดฝ้าย ดอกฝ้ายมีสีขาวลักษณะเป็นเส้นใยขนปุยใช้ทอฝ้ามาแต่โบราณ ในปัจจุบันเส้นใยจากฝ้ายนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและเครื่องใช้ในบ้าน สำหรับ พันธุ์ฝ้ายในประเทศไทย มีมากมายหลายชนิด นับตั้งแต่ฝ้ายตุ่น ซึ่งเป็นฝ้ายพื้นเมืองของไทย ดอกฝ้ายมีขนาดเล็ก สีน้ำตาล เส้นใยสั้น ๆ ใช้ในการทอผ้าด้วยมือแบบพื้นเมือง และฝ้ายชนิดอื่น ๆ ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า |
||||
|
การทำเส้นฝ้าย
การเก็บฝ้ายจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือ ธันวาคม เมื่อเก็บดอกฝ้าย แล้วจะนำมาตากผึ่งแดดให้แห้งสนิท แล้วเก็บสิ่งสกปรกที่เจือปน ออกจนหมด นำไปแยกเมล็ดฝ้าย ออกจากปุยฝ้าย ด้วยวิธีการนี้เรียกว่า “อิ้วฝ้าย” แล้วนำปุยฝ้ายไปดีด ให้ปุยฝ้ายแตกตัวละเอียดฟูขึ้นด้วยแรงสั่นสะเทือนของสายดีด ซึ่งเรียกว่า “กงดีดฝ้าย” จากนั้นนำปุยฝ้ายที่ดีดจนเป็นปุยละเอียดดี แล้วไปล้อด้วย “ไม้ล้อ” โดยใช้ไม้ล้อคลึงบนแผ่นปุยฝ้ายที่วางอยู่บน “กระดานล้อ” ให้เป็นแท่งกลมยาวแล้วดึงไม้ล้อออกแท่งกลมยาวที่ล้อเสร็จแล้ว เรียกว่า “ดิ้ว” หลังจากนั้นจึงนำไปเข็นฝ้ายให้เป็น เส้นใย โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “หลา” ที่มีสายพานเชือกโยงจากหลา ไปปั่นหมุนแกนเหล็กไน เพื่อล้อฝ้ายให้เป็นเส้นใยพันม้วนอยู่กับแกนเหล็กไน เมื่อเต็มเหล็กไนแล้ว จึงจัดฝ้ายเข้า “ไม้ขาเปีย”เพื่อทำเป็นไจหรือปอย โดยกะขนาดเอง หลังจากนั้นจึงนำเส้นฝ้ายไปย้อมสีที่ต้องการ ในบางท้องถิ่น นิยมนำเส้นด้ายไป “ฆ่า” ด้วยการชุบน้ำข้าวหรือให้ฝ้ายมีความเหนียว คงทนไม่ขาดง่าย จากนั้นจึงนำไปใส่กงเพื่อกวักเส้นด้าย แล้วนำมาปั่นหลอดแยกเส้นฝ้ายออกเป็น 2 จำพวกคือ เส้นยืน และเส้นพุ่ง เพื่อใช้ในการทอผ้าต่อไป
การย้อมสี
เส้นใยที่ได้จาก “ฝ้าย”จะมีสีขาว หรือ สีขาวขุ่น หรือสีน้ำตาลอ่อน ขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้าย ดังนั้นเมื่อนำมาทอจึงต้องนำฝ้ายไปย้อมเพื่อให้เกิดสีที่สวยสดงดงาม ในอดีตสีที่นำมาย้อมฝ้ายนั้นจะได้จากวัสดุธรรมชาติซึ่งสามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่นไม่ว่าจะ เป็นเปลือกไม้ รากไม้ ดอก ผล หรือจากสัตว์บางชนิด แต่เนื่องจากกรรมวิธีในการสกัดสีจากธรรมชาติค่อนข้างยุ่งยาก และวัตถุดิบ เริ่มหายาก อีกทั้งสีสันที่ได้ไม่มีความหลากหลาย คุณภาพในการย้อมไม่ดีนัก จึงมีการนำสีที่ได้จากระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือสีเคมีมาใช้ในการย้อม ซึ่งช่วยให้สะดวก รวดเร็ว รวมทั้งยังให้สีสันต่าง ๆ มากมาย สามารถไล่ระดับสีได้ จึงทำให้ผู้ที่ใช้กรรม วิธีการย้อมสีธรรมชาติลดน้อยลงมากปัจจุบันสีที่นำมาย้อมเส้นใยฝ้าย สามารถแบ่งได้เป็น สีธรรมชาติและสีวิทยาศาสตร์ สี ที่ได้จากธรรมชาติทั้งหมดได้มาจากพืช และสัตว์บางชนิด สีที่ได้จากพืช จะนำมาจากส่วนต่าง ๆ ได้แก่เปลือก ราก แก่น ใบ ดอก และผล ส่วนสัตว์นั้นได้มาจาก “ตัวครั่ง” วัตถุดิบ ที่นำมาใช้ และกระบวนการในการย้อมสีธรรมชาตินั้น แต่ละท้องถิ่นก็จะมีความแตกต่างกันสีสันที่ได้จึงแตกต่างกันไป
|
ขั้นตอนการย้อม
การย้อมนั้นแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การย้อมเย็นและการย้อมร้อน
การย้อมเย็น นั้นจะนิยมย้อมในหม้อดิน โดยการเตรียมน้ำสีใส่ไว้ในหม้อ จากนั้นนำเส้นฝ้ายไปจุ่มลงในหม้อ ใช้มือคน บีบ จนกระทั่งได้สีตามต้องการ หรือจะทำการหมักไว้เพื่อให้สีที่ได้เข้มขึ้น
การย้อมร้อน เป็นการนำเส้นฝ้ายไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสี ใช้ไม้คนเพื่อให้ฝ้ายโดนน้ำสีอย่างทั่วถึง เมื่อได้สีตามต้องการจึงนำไปซักและตากแห้งซึ่งการย้อมร้อนมีขั้นตอนดังนี้
1. นำเส้นฝ้ายที่จะไปทำการย้อม มาซักด้วยน้ำสะอาดเพื่อขจัดฝุ่นผงและไขต่าง จากนั้นบีบน้ำออกให้หมาดเพื่อให้สีที่ ย้อมติดเส้นฝ้ายอย่างสม่ำเสมอ
2. นำเส้นฝ้ายที่บีบหมาดแล้วลงไปต้มในหม้อน้ำสี คนฝ้ายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สีเข้าไปในเส้นฝ้ายอย่างทั่วถึงประมาณ 30 นาที (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบที่นำมาย้อม)
3. เมื่อได้สีตามต้องการ นำเส้นฝ้ายขึ้นจากหม้อต้ม บิดให้หมาด นำไปซักด้วยน้ำ สะอาด แล้วตากให้แห้ง ถ้าต้องการให้สีเข้มขึ้นสามารถนำมาต้มอีกครั้งหนึ่งจนกว่าจะได้สีตามต้องการ //หมายเหตุ : วัตถุดิบแต่ละชนิดให้สีเหมือนกันแต่คนละโทนสี
|
|
สี |
ชนิดของวัตถุดิบ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
แดง |
ตัวครั่ง, รากยอ, เปลือกก่อ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
แดงเลือกนก (ส้ม) |
ผลสะตี |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
เขียว |
เปลือกมะม่วง, เปลือกลิ้นฟ้า, ใบหูกวาง, เปลือกสมอ, สัก |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
เหลือง |
ขมิ้นชัน, แก่นแข, เปลือกขนุน |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
ดำ |
ผลมะเกลือ, ผลกระจาย |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
น้ำตาล |
เปลือกประดู่, เครือโก่ย, ผลหมาก |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
เทา |
เปลือกบก, เหง้ากล้วย |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
ม่วงเทา |
เปลือกหว้า |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
ม่วงอ่อน |
ผลหว้า |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
คราม, น้ำเงิน, ฟ้า |
ต้นคราม |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การทอผ้าหรือต่ำหูก
ขั้นตอนในการทอผ้า 3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
การทอผ้าพื้น
เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้นพุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน หรือต่างสีกัน หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอผ้า
กี่หรือหูก เป็นอุปกรณ์ในการทอผ้า ให้เป็นผืนตามลวดลายที่ต้องการ
.กระบวนการการทำงานของชุมชน
2. กระบวนการผลิต 2.1วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. ผ้าฝ้ายสีต่าง ๆที่ทอเป็นผืน ขนาด 4 เมตร (ทำเสื้อแขนยาวได้ 1 ตัว) 2.ด้ายจากโรงงานสีต่าง ๆ และกระดุมจากกะลามะพร้าว 3. อุปกรณ์ในการเย็บผ้า เช่น เข็ม กรรไกรเข็มหมุด ไม้บรรทัด สายวัด ชอล์คขีดผ้า
2.2.ขั้นตอนการผลิต(1) ตัดผ้าความแบบที่ต้องการตามโครงการสร้างของเสื้อได้แก่ ตัวเสื้อ แขน ส่วนคอ กระเป๋าเสื้อ สาบหน้า (2) เนาส่วนต่าง ๆ เพื่อหาระยะในการเย็บจริง (3) นำด้ายม้วนจากโรงงาน(ควรเป็นสีที่ความเหมาะสมกับสีของผ้า) จำนวน 3 เส้นปั้นให้เป็นเส้นเดียวกัน เตรียมไว้สำหรับเย็บเป็นลาย (4) เย็บโดยการสอยต่อคอ สาบหน้าให้เป็นลักษณะของตะเข็บ (5) ต่อแขนในลักษณะเดียวกัน แล้วเย็บกระเป๋า (6) เมื่อเย็บเสร็จแล้วทำการเข้ากระดุมและปักลายบนชายเสื้อสาบหน้า และปลายแขนของเสื้อ
.รูปแบบเสื้อเย็บมือ - เน้น ความละเอียดในการเย็บและปักลวดลาย การนำจินตนาการที่หลากหลายจากประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ในการคิดลวดลาย
2.3. เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต การเย็บด้วยมือขั้นพื้นฐาน 1.ผ้าขาวสี่เหลี่ยม กว้างยาวตามต้องการ 1 ผืน(หรือหลายผืนก็ไม่ว่ากัน) 2.เข็มเย็บผ้า ที่จับถนัดมือ 3.ด้าย จะเป็นด้ายสำหรับเย็บจักร หรือจะเป็นด้ายปักก็ได้ แต่ขอให้สีเข้มหน่อย 4.กรรไกร มาเริ่มฝึก การเนาผ้า กันก่อนนะคะ - ทำอย่างนี้อีก จนกว่าจะได้ความยาวที่ต้องการ
- เมื่อแทงเข็มขึ้นที่จุดที่ 1 แล้ว ดึงด้ายขึ้นมาให้หมด จากนั้นแทงเข็มลงจุดที่ 2 - ให้ตวัดด้ายอ้อมไปด้านบน แล้วจึงแทงเข็มขึ้นจากจุดที่ 2 ไปยังจุดที่ 3 • การสอย - หลังจากผ่านมาหลายแบบแล้ว พอจะทราบใช่ไหมคะ ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี - การสอยแบบนี้เรียกว่า การสอยแบบขั้นบันได - ให้นำผ้ามาพับริมเข้าไปแล้วค่อยทำการสอย - หรือนำตะเข็บผ้าสองชิ้นมาชนกัน แล้วสอย ตามลำดับที่เขียนมานั่นเลย - การสอยซ่อน จะสอนอีกครั้งนะคะ การทำคัทเวิร์ค เป็นการปักริมผ้าที่สวยงามลายหนึ่ง ทำไม่ยากอย่างที่คิด - แทงเข็มลงที่จุด 2 ให้ขึ้นมาที่จุด 3 ดังในภาพ - ส่วนมากจะใช้ในงานฝีมือที่ปักริมผ้าสักกะหลาดให้ติดกัน
. การถ่ายทอดภูมิปัญญา
ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับนักเรียน
ประธานกลุ่มสตรีเสื้อเย็บมือบ้านกกไฮ 3.ผู้ผลิตผู้ประกอบการ 3.1 กลุ่มผู้ประกอบการ
กลุ่มผู้ผลิต กลุ่มสตรีเสื้อเย็บมือบ้านกกไฮ สถานที่ผลิต บ้านกกไฮ หมู่ 2 ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ 086-2280-100 ประธานกลุ่ม นางเจตปรียา ใจตรง สถานที่ตั้งกลุ่ม 1 หมู่ 2 บ้านกกไฮ ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ 086-2280100
.เส้นทางคมนาคม
1.ถนนหมายเลข 2042รถ โดยสารประจำทาง มีบริการทุกวันวิ่งถนนสายมุกดาหาร-กุฉินารายณ์ ก.ม.ที่ 46 1. ถนนหมายเลข 2 มีรถโดยสารประจำทางทุกวัน
3.2.แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 1.ที่ทำการกลุ่มสตรีเสื้อเย็บมือบ้านกกไฮ โทรศัพท์ 086-2280100 2.ศูนย์บริการการท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร 3. หอแก้วจังหวัดมุกดาหารถนนมุกดาหาร –ดอนตาล 4. ศูนย์ OTOP องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหร ถนน มุกดาหาร – ดอนตาล(ทางไปหอแก้วมุกดาหาร 5. ตลาดอินโดจีนริมเขื่อนแม่น้ำโขงจังหวัดมุกดาหาร 6.งานแสดงสินค้าทั่วไป
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

หน้าหลัก
ภารกิจ สพอ.
บทบาทหน้าที่
ประวัติอำเภอ
แผนที่อำเภอ
บุคลากร
เว็บบอร์ด







